รีวิว Adrift วิบากกรรมแบบรวบรัด

อีกหนึ่งหนังจากเหตุการณ์จริง เล่าเรื่องราวการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของคู่รักนักเดินเรือ ริชาร์ด ชาร์ป และ แทมี โอลด์แฮม ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางมหาสมุทร หลังเรือยอชท์ที่ทั้งคู่รับหน้าที่เอาไปส่งมอบให้เจ้าของ ต้องเผชิญกับเฮอร์ริเคนระดับ 4 ระหว่างทาง หนังดัดแปลงบทมาจากหนังสือที่ แทมี โอลด์แฮม เขียนบันทึกวิบากกรรมครั้งนี้ออกจำหน่ายในปี 1988 หลังจากวันที่เธอได้รอดชีวิตมาได้ 5 ปี

หนังได้บัลธาซาร์ คอร์มาเคอร์ มากำกับ ซึ่งก็ดูจะถนัดกับงานแอ็คชั่นมาก ทั้ง 2 Guns (2013) และ Contraband (2012) แล้วก็เปลี่ยนแนวมากำกับ Everest (2015) หนังแนวเอาชีวิตรอดเช่นกัน ก็พอมาทำ Adrift ก็ถือว่าแนวใกล้เคียงกัน ด้วยพื้นฐานที่มาจากงานแอ็คชั่นทำให้ฉากไคลแมกซ์เมื่อเรือของทั้งคู่ต้องเผชิญกับเฮอร์ริเคนออกมาดุเดือดสมจริง บวกกับวิวัฒนาการของงานซีจีในการสร้างภาพคลื่น ตั้งแต่ Titanic มาสู่ Perfect Storm จนมาถึง Adrift แม้ไม่ใช่หนังทุนสูงแต่ก็สร้างภาพคลื่นออกมาดูสมจริงมากขึ้น เสียดายที่ว่าฉากเฮอร์ริเคนที่นับว่าเป็นไฮไลต์ของเรื่องอย่างนี้กลับออกมาสั้นนัก ด้วยความที่เป็นผู้กำกับสายแอ็คชั่น เมื่อถูกจับมาทำหนังที่เป็นโทนโรแมนติกจึงยังถ่ายทอดความรักซาบซึ้งของทั้งคู่ออกมาได้ไม่ถึงจุดนัก แม้เนื้อหาหนังจะเอื้อให้เรียกน้ำตาได้ อีกทั้งหนังก็ใช้เวลาหมดไปกับช่วงเวลาสวีทวีดวิ้วของทั้งคู่มากพอดู สุดท้ายหนังก็เลยไปได้ไม่สุดทั้งด้านโรแมนติก และความเข้มข้นของฉากแอ็คชั่น

Adrift เลือกที่จะเล่าเรื่องแบบตัดสลับไปมา เปิดฉากด้วยสภาพเรือทาซานาที่เพิ่งโดนพายุซัดมาหมาดๆ แทมี ฟื้นขึ้นในเคบินแล้วเดินออกมาที่ดาดฟ้าเรือเพื่อตามหาริชาร์ดที่หายสาบสูญไป จากนั้นเรื่องราวของแทมีที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดก็เดินหน้าไป หนังตัดสลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น 5 เดือนนับจากวันที่ทั้งคู่ได้พบกัน และออกเดินเรือ 4,000 ไมล์ด้วยกัน การตัดสลับแบบนี้ทำให้หนังดูน่าสนใจ เรื่องราวเดินหน้าไปพร้อมกับจิตใจคนดูที่เฝ้าคอยนาทีระทึกที่เรือของทั้งคู่ต้องเจอกับเฮอร์ริเคนเรย์มอนด์ แต่ก็นับว่าเป็นฉากที่ผิดหวังพอควร แม้ภาพพายุ คลื่นยักษ์จะทำได้สมจริงตื่นตาตื่นใจ แต่ก็นับว่าเป็นฉากที่สั้นไม่จุใจนัก ซ้ำฉากนี้ยังถูกกระชากอารมณ์ในช่วงเวลาคับขันชวนลุ้นก็ยังถูกตัดสลับไปเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันของแทมีอีก

บทหนังเหมือนอยากจะเล่าอะไรมากมายในเวลา 96 นาที ทั้งอดีตรักของทั้งคู่ เหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังโดนพายุ ทำให้ 41 วันที่ทั้งคู่ต้องลอยอยู่กลางทะเลผ่านไปค่อนข้างเร็ว สิ่งที่ขาดหายไปก็คือการเผชิญความลำบากที่กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละวัน ไม่ได้สัมผัสถึงความกดดัน ท้อแท้อย่างที่ควร เมื่อเทียบกับหนังเอาชีวิตรอดท่ามกลางทะเลเรื่องอื่น ๆ อย่าง Life Of Pi , Cast Away , Unbroken ทุกเรื่องที่ยกมาล้วนแล้วแต่กดดัน หดหู่ ดูสิ้นหวังกว่ามาก แต่กับ 41 วันของ Adrift ดูจะผ่านพ้นไปง่ายดายกว่า ทั้งที่เป็นหนังที่มีต้นฉบับเป็นเรื่องจริง ซึ่งน่าจะได้เปรียบกว่าและน่าจะเล่าเรื่องราวออกมาได้เข้มข้นสมจริงกว่าด้วยซ้ำ แต่ผู้เขียนบทเลือกที่จะปล่อยผ่านความลำบากแร้นแค้นบนเรือ แต่ไปเน้นที่เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่จะนำมาหักมุมในช่วงท้าย ก็นับว่าเซอร์ไพรส์พอควร ก็คิดเสียว่าได้อย่างเสียอย่างนะ

เห็นได้ชัดว่าไชลีน วู้ดลีย์ ดูทุ่มเทตั้งใจกับบทแทมีมาก เป็นบทที่ท้าทายฝีมือการแสดงของทั้งคู่เพราะทั้งเธอและแซม คลาฟลิน อยู่บนจอตลอดเวลาแทบทั้งเรื่อง และบทของคู่รักที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดบนเรือ หน้าตาเต็มไปด้วยบาดแผลแถมยังโดนแดดเผาอีก ต้องเล่นแบบไม่ห่วงสวยเลย วันนี้ไชลีน อายุ 27 ปีแล้ว แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นสาวใสตาโต เธอเลยดูเป็นเด็กสาวอยู่ตลอดเวลา การได้รับบทนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญของไชลีนที่เธอจะต้องสลัดภาพสาวใสออกไป และพิสูจน์ความสามารถให้เห็นว่าเธอก็เล่นบทดราม่าจริงจังได้ ซึ่งเธอก็ทุ่มเทให้เห็น ถึงกับยอมมีฉากเปลือยทั้งตัวโชว์ให้เห็นแวบนึง เรื่องนี้ไชลีนยังควบหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย

สรุปได้ว่า Adrift เป็นหนังผจญภัยเอาชีวิตรอดที่เล่าเรื่องราวได้สนุกน่าติดตาม นักแสดงตั้งใจริง ทีมงานทุ่มเทกว่าจะถ่ายทำสำเร็จ ต้องแล่นเรือออกทะเลวันละ 2 ชั่วโมงแล้วต้องถ่ายทำกลางทะเลวันละ 12 ชั่วโมง จนทีมงานเมาคลื่นกันไปถ้วนหน้า แม้ฉากแอ็คชั่นจะไม่เต็มอิ่มนัก งานโรแมนติกจะไม่ถึงขั้นเรียกน้ำตาได้ แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้ดี มีดีที่หักมุม คุ้มเวลากับค่าตั๋วครับ