รีวิว Mission: Impossible-Fallout ราคาของความเชื่อใจ

ท่ามกลางหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่พล็อตเรื่องซ้ำซาก วกวนอยู่ในอ่าง เช่นเดียวกันกับบรรดาหนังแฟรนชายส์หลายเรื่องที่หากินอยู่กับวิธีการเดินเรื่องแบบเดิมๆซ้ำซากไม่รู้จบ แฟรนชายส์อย่าง Mission: Impossible – Fallout กลับสร้างความน่าประหลาดใจให้กับคนดูรู้สึกสนุกและอยากจะเอาใจช่วยตัวละคร ทั้งที่หนังไม่ได้เดินเรื่องออกนอกลู่นอกทาง สูตรหนังสายลับแบบที่เราเคยดูมานับสิบ นับร้อยเรื่องเลยด้วยซ้ำ แต่อะไรกันที่ทำให้ภาค Fallout มีความน่าสนใจขึ้นมา

หนังเปิดเรื่องมาด้วยฉาก “ความฝันของอีธาน ฮันท์” ในฝันดังกล่าว เขากำลังจะแต่งงานกับอิลซา ฟอสต์ (รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน) แต่แล้วเขาก็ถูกบาทหลวงตั้งคำถามถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ความปลอดภัยในชีวิต ว่าการแต่งงานครั้งนี้อาจจะนำมาซึ่งความหายนะ แต่อิลซาก็ตอบตกลง ทันใดนั้นเองกล้องก็แพนมาให้เราเห็นหน้าของบาทหลวงซึ่งเป็นใบหน้าของโซโลมอน เลน(ฌอน แฮร์ริส) วายร้ายจาก Mission: Impossible – Rogue Nation และทันใดนั้นเองระเบิดลูกยักษ์ก็ตกลงที่กลางหุบเขาและร่างกายของอีธานก็สลายกลายเป็นผุยผงจากนั้นเขาก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้น

แค่ความฝันฉากเดียว สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในหนังภาคนี้ได้อย่างชัดเจน ว่าเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชีวิตของฮันท์และบรรดาคนรอบตัวของเขา และยังเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของฮันท์ผู้ถือคติ “ไม่ทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง” อันนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อคนทั้งโลก โดยหลังจากภารกิจชิง พลูโตเนียมอันเป็นส่วนประกอบของระเบิดนิวเคลียร์เกิดล้มเหลว เพราะอีธานเป็นห่วงความปลอดภัยของลูเธอร์ (วิง รามส์) ซึ่งถูกจับเป็นตัวประกัน เขาจึงเลือกจะช่วย “เพื่อน” ก่อน “ภารกิจ”

จุดอ่อนดังกล่าวของอีธานจึงกลายมาเป็นรูโหว่สำคัญของภารกิจ จนส่งผลให้หลายๆครั้ง อีธานและพรรคพวกต้องเสี่ยงอันตราย (อันนำมาสู่ฉากต่อสู้อันแสนตื่นเต้น เร้าใจและเหลือเชื่อ) ซึ่งเราไม่อาจจะปฏิเสธเลยว่า ด้วยบุคลิกเช่นนี้ อีธานจึงกลายเป็นคนที่เพื่อนร่วมทีมมองเห็นคุณค่า กระทั่งคนที่ไม่รู้จักมักจี่อย่างไวท์ วิโดว์(วาเนสซา เคอร์บี้) นักค้าอาวุธและโบรกเกอร์ อีธานยังให้ความสำคัญและพยายามดูแลความปลอดภัยให้กับเธอในฉากที่ทั้งสองพบกันเป็นครั้งแรก และนั่นคือ “อาวุธสำคัญอีกประการของอีธาน” ก็ว่าได้

ความเอาใจใส่ของอีธาน กลายเป็นผลดีต่อภารกิจ (และหลายครั้งก็ส่งผลเสีย) แต่ไม่แปลกใจเลยที่บรรดา คนสนิทชิดใกล้ถึงไว้ใจเขา และยอมที่จะเอาตัวเองเข้าเสี่ยงตายในหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้ภารกิจสามารถลุล่วงไปได้ ตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดที่สุดคือตัวละครอย่างอิลซา ฟอสต์ที่ยอมเสี่ยงอันตรายด้วยการใช้ตัวเองให้กลายเป็นนกต่อบ้าง เป็นเหยื่อบ้าง แต่นั่นก็เพื่อทำให้อีธาน สามารถทำภารกิจของเขาผ่านไปได้ด้วยดี

จะเห็นได้ว่าความโดดเด่นของหนังภาคนี้ไม่ได้อยู่แค่เพียงงานสตันท์แมนเสี่ยงตายของอีธาน แต่เพียงผู้เดียว ในหลายครั้งที่ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ (แม้จะตะกุกตะกักและมีอุปสรรคอยู่เสมอ) แต่เพราะหน่วย IMF ทำงานร่วมกันเป็นทีม ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านั้น ทำให้ภารกิจอันแสนจะเหลือเชื่อสามารถ กลายเป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริงในที่สุด ราคาของความเชื่อใจอาจจะไม่สามารถพิสูจน์ได้แค่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบให้