รีวิว The Cured ซอมบี้แค่ออเดิร์ฟ ดราม่าคือจานหลัก

ก่อนหน้านี้ขโมยซีนคว้ารางวัลหนังสยองขวัญยอดเยี่ยมในเทศกาล Fastastic Fest มาแล้ว และจากฟีดแบ็กของสื่อนอกค่อนข้างโอเคเลย โดยเฉพาะพลอตหนังซอมบี้ที่มีความฉีกแนวออกไปถูกทำให้ใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์มากขึ้นจนกลมกลืนเป็นสังคมเดียวกัน ซึ่งน่าสนใจที่ได้นักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Ellen Page มารับบทหนักอึ้งคู่กับ Sam Keeley แถมนี่ยังเป็นหนังเรื่องยาวเรื่องแรกของ David Freyne ผู้กำกับหนุ่มไอริชอีกด้วย

เนื้อหาของ The Cured เริ่มด้วยการระบาดของเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Maze ในกรุงดับลิน assiotis-andreas.comซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงเปลี่ยนให้คนธรรมดากลายเป็นซอมบี้ได้ โดย Abbey (Ellen Page) น้องสาวภรรยาที่รับพี่เขย Senan (Sam Keeley) ผู้เคยเป็นซอมบี้มาก่อนและได้รับการรักษาจนหายขาดไปแล้วเข้ามาอยู่ด้วยในบ้าน ประเด็นสำคัญของหนังอยู่ตรงที่ว่า เมื่อคนที่เคยเป็นซอมบี้ได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ทั่วไปในสังคม เขาจะได้รับการยอมรับมากน้อยแค่ไหน หรือสังคมจะผลักดันกลับให้เขากลายเป็นซอมบี้อีกครั้ง

เอาเข้าจริง The Cured ไม่ได้เดินตามขนบธรรมเนียมหนังผีหนังซอมบี้ที่ขายความระทึกขวัญเท่าใดนัก ตัวหนังอาจยังมีซีนตุ้งแช่ให้สะดุ้ง ให้หลอนบ้างเป็นระยะ แต่หลัก ๆ เลยคือการโฟกัสไปที่ประเด็นดราม่า ในเรื่องเรียกร้องสิทธิในความเป็นมนุษย์ของผู้ที่เคยป่วยจนเป็นซอมบี้ เปรียบเทียบกับชีวิตจริงก็เหมือนคนเคยติดคุกแล้วกลับคืนสู่โลกภายนอก ซึ่งกลับกลายเป็นว่าโลกตรงหน้านั้นไม่ใช่อิสรภาพอย่างที่เขาฝันไว้อีกต่อไป ไม่มีใครยอมรับ และสุดท้ายเลือกกลับไปยังเส้นทางที่เคยพลาดพลั้งในที่สุด

The Cured ทำได้ดีตั้งแต่การปูเรื่องมาจนถึงจุดที่ Senan หวั่นไหวและสับสน ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะได้รับการรักษาจนได้จนกลับมาเป็นมนุษย์สมใจ แต่มันไม่ได้ลบล้างความทรงจำ ความรู้สึกนึกคิด ความผูกพันของเพื่อนพ้องที่เคยเป็นซอมบี้ด้วยกันออกไปได้ การที่ Senan หายขาดจากโรคดังกล่าว เท่ากับว่าเขาทิ้งเพื่อนที่ยังติดไวรัสไว้เบื้องหลัง มาถึงตรงนี้หนังนำเสนอได้น่าสนใจและมาถูกทางมาก ๆ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะนำพาเข้าสู่จุดพีคในเรื่องของการกลับมามีตัวตนในสังคมนั้นกลับไม่เจาะลึกมากพอ ไม่ขยี้มากพอ มันเลยรู้สึกว่าเมสเซจนั้นยังไม่ทรงพลังมากพอที่จะเกิดอิมแพ็คกับคนดู คือด้วยวิธีการเล่า เรารู้สึกได้ถึงความพยายามที่หนังจะหยิบยกประเด็นนี้มาสื่อ แต่มันระวังตัวเกินไป รู้สึกถึงความพยายามคุมโทนของหนังมากไป เลยกลายเป็นว่าไม่มีอะไรโดดเด่นน่าจดจำสักอย่างในถึงปลายทาง