รีวิว The Spy Who Dumped Me สองสปายสวมรอยข้ามโลก

หลัง ดรูว์ (จัสติน เธอโร) กิ๊กเก่ามาโดนยิงต่อหน้าต่อตา พร้อมฝากฝังภารกิจสุดห้าว จน ออดรีย์(มิลา คูนิส) สาวช้ำรักพร้อม มอร์แกน(เคต แมคคินนอน) เพื่อนซี้ที่ปากแทบไม่เคยหุบ ต้องกระเตงกันไปไกลถึงยุโรป เพื่อส่งมอบแฟลชไดร์ฟที่บรรจุข้อมูลลับให้ถึงมือที่ปลอดภัยก่อนจะเกิดหายนะโลก แล้วชีวิตสองสาววัย 30 ก็ต้องหนีการตามล่าทั้ง เซบาสเตียน (แซม โฮแกน) สายลับอังกฤษสุดหล่อที่ต้องทนร่วมงานกับ ดัฟเฟอร์ (ฮาซาน มินฮาจ)คู่หูที่เอาแต่อวดฉลาด นาจยา (อีวานนา ซาคาห์โน)นักฆ่าสาวหุ่นนางแบบจากองค์กรก่อการร้าย ที่จะทำให้การเปิดซิงทริปยุโรปของ ออดรีย์ กับ มอร์แกน เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว

ว่ากันตามตรงตั้งแต่ชื่อเรื่อง The Spy Who Dumped Me ที่เป็นการล้อเลียนหนังเจมส์ บอนด์ตอน The Spy Who Love Me (1977) ในยุคโรเจอร์ มัวร์ นี่ก็ไม่ใช่ของใหม่นะ เพราะย้อนหลังไปไม่นานหนัง ออสติน พาวเวอร์ก็เพิ่งล้อด้วยชื่อที่ชวนจั๊กกะจี๋กว่าอย่าง The Spy Who Shagged Me (1999) ที่ล้อขนบหนังเจมส์ บอนด์ ซะเละเทะ และทะลึ่งตึงตังสร้างเสียงฮาจนกลายเป็นตำนานมาแล้ว แต่กับ The Spy Who Dumped Me เองก็ใช่ว่าจะขาดความน่าสนใจเสียทีเดียว

ตรงกันข้ามเลย ตั้งแต่พลอตกิ๊กเก่าสายลับต้องจำยอมอยู่ในฐานะ “เขาวานให้หนูเป็นสายลับ” นี่ก็เอื้อให้สร้างมุกตลกฮาๆห่ามๆ สถานการณ์คมๆได้เพียบเลย แต่หลังจากฉากเปิดเรื่องที่อย่างกับก็อปฉากจากหนังแอ็คชั่นอย่าง เจสัน บอร์น แล้ว หนังก็มัวเสียเวลาเล่าเรื่องเพื่อนสาว เม้าต์มอยหอยสังข์เล่นมุกสัปดน โดยให้ เคต แมคคินนอน โชว์ไหวพริบด้นสดมุกต่างๆจนสถานการณ์ในหนังและบทสนทนาเละเทะไปหมด เพราะแม้มุกของเธอจะทำให้หัวเราะได้หลายครืน แต่มันก็ทำให้เสียเวลาเล่าเรื่องราวที่จำเป็นทั้งปมหลักของภารกิจ หรืออันตรายในวงการสายลับที่สองสาวเข้าไปพัวพันโดยไม่รู้ตัว

แต่นอกเหนือจากฉากแอ็คชั่น วินาศสันตโร ที่ก็พอไปวัดไปวาได้แล้ว เมื่อหนังกลับมาเล่าเรื่องด้วยสถานการณ์หลักกลับขาดพลังงานจนแทบดึงความสนใจคนดูไม่อยู่ แล้วไม่ใช่เกิดแค่ฉากสองฉากแต่มันเป็นทั้งเรื่อง คือเห็นหน้าเคต แมคคินนอน ปุ๊บแทบเตรียมตัวหาวได้เลย เพราะคุณเธอจะปล่อยมุกสัปดนออกมาเป็นชุด จนแม้แต่ มิลา คูนิส ยังได้แต่เอ๋อรับมุกไม่ทันจนหนังแทบจะกลายเป็น เคต แมคคินนอน โชว์อยู่มะรอมมะร่อ

ที่สำคัญ ซูซานนา โฟเกล ผู้กำกับ-เขียนบท ดูจะให้ความสำคัญกับคาแรคเตอร์ของ มอร์แกน มากเป็นพิเศษถึงขนาดให้แบ็คกราวด์ตัวละคร มีโทรคุยกับพ่อแม่ จนเราได้รู้จักมอร์แกน ที่ควรเป็นตัวสมทบมากกว่า ออดรีย์ ตัวเอกของเรื่องเสียอีก จนต้องยอมรับว่า โฟเกล เอาหนังไม่อยู่จนองก์สองของหนังที่ควรเป็นช่วงตัวเอกเผชิญปัญหาแล้วฝ่าฟันอันตรายต่างๆแล้วความจริงเกี่ยวกับแฟลชไดร์ฟเริ่มเปิดเผย ปรากฎไอ้ข้อมูลแฟลชไดร์ฟกว่าจะเปิดได้ก็ปาเข้าไปเกือบองก์สาม อีกทั้งยังเป็นการเฉลยแบบไม่เคลียร์ว่าตกลงผู้ร้ายจะเอาไปใช้ทำอะไรได้อีกต่างหาก

แถมการเดินทางและการแก้ปัญหาของสองสาวตัวเอกก็ยังดูโม้แบบไร้สติ ทั้งขโมยพาสปอร์ต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับไม่ทันเอย หรืออยู่ดีๆพวกเธอก็มีเงินซื้อเสื้อผ้ามาเปลี่ยนทั้งที่ก่อนหน้านี้ เราเห็นว่าพวกเธอแทบออกมาจากบ้านกันแบบมือเปล่า ซึ่งไม่ใช่แค่จุดบอดเดียวในหนัง เพราะพอ โฟเกล ให้ความสำคัญกับการสร้างตัวละครให้มีสีสันจัดจ้านเป็นหลัก แต่พอหนังเฉลยปมหักมุมออกมา ปรากฎมันกลับขัดแย้งกับตรรกะของเรื่อง โดยเฉพาะตัวละครตัวหนึ่งที่อยู่ดีๆก็สั่งให้โยนระเบิดเข้าไปในที่เกิดเหตุท้้งที่จุดประสงค์หลักของตัวเองคือการเอาแฟลชไดร์ฟมาให้ได้เป็นต้น จนเหมือนองก์ 1, 2 และ 3 เดินกันไปแบบไม่ถามkuสักคำเลย

แล้วถ้าแค่นี้หนังยังพังไม่พอ The Spy Who Dumped Me ยังสู้อุตส่าห์ตัดแฟลชแบ็คเหตุการณ์ในอดีตตอน ออดรีย์ พบรักกับ ดรูว์ มาสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันประหนึ่งมันจะปอกเปลือกความสัมพันธ์ของเธอกับ ดรูว์ หรือ เพื่อนสาวอย่าง มอร์แกน แต่ทั้งหมดคือกลับเพิ่มปมที่น่ารำคาญมากอย่างการที่ดรูว์ มีปมกับคำพูดของ ดรูว์ที่เคยด่าว่าเธอเป็นคน “เยอะ” ทั้งที่ประเด็นนี้ไม่เคยมีความสำคัญกับเรื่อง แถมหนังยังใส่ดราม่าเพื่อนสาวมาแบบงงๆ จนต้องนั่งถอนหายใจให้หนังจบๆไปเสียที

อ้อแต่ส่วนตัวคิดว่าฉากมิตเครดิตเท่ดีนะ แต่ปัญหาคือมันดันดีกว่าหนังทั้งเรื่องนี่แหละ

สรุปคือ ถ้าคุณเลือก The Spy Who Dumped Me เพราะอยากขำ อยากฮา ตามประสาเพื่อนสาวกับเกิร์ลแก็ง มันก็พอไปวัดไปวาได้นะ หนังมีมุกเล่นกับ ครัวซองก์ไส้กรอก ซึ่งก็คล้ายๆ “ขนมปังไส้กรอก” อยู่ แต่หากจะหาหนังแอ็คชั่นที่ได้ทั้งฮาทั้งมันส์อาจจะไม่ตอบโจทย์นักนะคะซิส